กอปศ.เคาะ พ.ร.บ.อุดมศึกษาแยกตั้งกระทรวง

  • หมวดหมู่ : การศึกษา วันที่ : 13 มกราคม 2561
  • เข้าดู : 83 ครั้ง

คณะกรรมการอิสระเพื่อปฎิรูปการศึกษา ถก ปฎิรูปอุดมศึกษา เคาะร่าง พ.ร.บ.อุดมศึกษา แยกตั้งกระทรวง ชี้สาระหลักในพ.ร.บ.อุดมศึกษา หากสถาบันอุดมศึกษาไม่ทำตามนโยบายหรือขัดต่อกฎหมาย กกอ.มีหน้าที่เสนอรัฐมนตรี ยุบ รวม ปรับปรุง และเลิกสถาบันอุดมศึกษาได้

วันนี้ (9 ม.ค.) ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการการอิสระเพื่อปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการอิสระฯ ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการปฏิรูปอุดมศึกษา เพราะสถานการณ์ปัจจุบันจำเป็นต้องทำให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้น และการเป็นประเทศไทย 4.0 จำเป็นต้องมีอุดมศึกษา 4.0 รองรับ เช่น การสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และการทำวิจัยนวัตกรรม เพื่อสร้างองค์ความรู้แข่งขันกับนานาประเทศ เป็นต้น โดยอุดมศึกษาจะต้องเป็นหน่วยหลักในการขับเคลื่อนประเทศทั้งเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นแนวทางปฏิรูปอุดมศึกษาที่เป็นข้อสรุปจากที่ประชุม กอปศ. คือ การตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา และมี พ.ร.บ.การอุดมศึกษา เกิดขึ้น แต่ขณะนี้พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการปรับแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ก่อนเสนอให้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ พิจารณา เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่อไป

ประธานคณะกรรมการอิสระฯ กล่าวต่อไปว่า สำหรับประเด็นหลักๆในร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ.. นั้น เน้นให้สถาบันอุดมศึกษามีความรับผิดชอบต่อสังคม และต้องทำให้สังคมมีคุณภาพดีขึ้นด้วยการสร้างความเข้มแข็งของการผลิตบัณฑิต โดยการผลิตบัณฑิตในสาขาที่ขาดแคลน พร้อมกับการวางแผนผลิตคนให้สอดคล้องกับโลกอนาคตและทิศทางของประเทศ อีกทั้งการปฏิรูปอุดมศึกษาจะต้องทำให้เกิดความเชื่อมโยงไปถึงการปรับตัวในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและการให้การศึกษาผู้สูงวัยด้วย นอกจากนี้จะต้องทำให้ผู้เรียนได้เข้าถึงข้อมูลสาธารณะอย่างทั่วถึง

ประเด็นที่หลายฝ่ายมีข้อสงสัยว่าหากสถาบันอุดมศึกษาไม่ทำตามนโยบายหรือทำผิดกฎระเบียบจะมีมาตรการใดควบคุม ซึ่งในร่างกฎหมายใหม่มีมาตรา 32 (6) ที่ระบุว่า กกอ.มีหน้าที่เสนอแนะต่อรัฐมนตรีในการจัดตั้ง ยุบ รวม ปรับปรุง และเลิกสถาบันอุดมศึกษาได้ อีกทั้งในร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่จะเปิดกว้างให้มีการประเมินคุณภาพอุดมศึกษาที่แตกต่างอย่างหลากหลายและสามารถใช้เกณฑ์การประเมินคุณภาพจากต่างประเทศหรือสถาบันอุดมศึกษาประเมินคุณภาพตัวเองได้ด้วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับ กกอ.เป็นผู้กำหนด ซึ่งแม้ รัฐมนตรีการอุดมศึกษา จะมีอำนาจมากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถใช้อำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ศ.นพ.จรัส กล่าวและว่า ทั้งนี้ในส่วนของ กกอ.ยังได้มีการกำหนดที่มาของประธานซึ่งจะมาจากการสรรหาจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎและสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ส่วนกรรมการจะมาจาก ครม.แต่งตั้ง

 

 

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/education/620529

ร่วมแสดงความคิดเห็น