ศธจ.แนะ ผอ.สพท.นั่ง กก.บริหารบุคคลไม่เกิน 5 คน ให้" บอร์ดบูรณาการ" คุมเพื่อคานอำนาจ

  • หมวดหมู่ : การศึกษา วันที่ : 18 ธันวาคม 2560
  • เข้าดู : 140 ครั้ง

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) คนหนึ่งให้สัมภาษณ์กรณีที่นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) จะปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารงานบุคคล ภายใต้โครงสร้างสำนักงานศธจ. โดยปรับสัดส่วนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท.)ให้เท่ากับผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้สามารถคานอำนาจของผอ.สพท.ได้นั้น ว่า ศธจ.กำลังจับตาดูรายละเอียดร่างแก้ไขคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของศธ. ที่ศธ.กำลังปรับแก้ เพราะเป็นห่วงว่าการที่ผอ.สพท.ในจังหวัดทุกคนเข้าไปเป็นกรรมการโดยตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารงานบุคคล จะมีสัดส่วนไล่เลี่ยกับองค์คณะที่เหลือหรือไม่ เพราะในทางปฏิบัติผู้ทรงคุณวุฒิที่ถูกเชิญมาเป็นกรรมการนั้น มักเป็นผู้ใหญ่ซึ่งจะติดราชการและภารกิจส่วนตัว ไม่ค่อยมีเวลา อย่างที่ผ่านมาต้องบอกท่านว่าขอเชิญมาประชุมเพื่อให้ครบองค์ประชุม จะได้ประชุมได้ ฉะนั้นกรณีที่จังหวัดนั้นมีผอ.สพท.มาก และต้องเข้าเป็นกรรมการทุกคน ก็เกรงว่าในการประชุม อาจเกิดปัญหาจำนวนผอ.สพท.ไล่เลี่ยหรือก้ำกึ่งขององค์คณะได้

ศธจ.คนเดิมกล่าวต่อว่า ตามประกาศของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค(คปภ.) ได้มีประกาศเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2560 เรื่องการวินิจฉัยของคปภ. ในข้อ 6 ว่า ให้ผอ.สพท.จัดทำข้อมูลการย้ายของข้าราชการทุกประเภท ทุกตำแหน่ง ก่อนนำเสนอคณะอนุกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(อกศจ.)ให้ความเห็นต่อกศจ. ฉะนั้นถ้า อกศจ.ต้องส่งต่อให้คณะกรรมการบริหารงานบุคคลชุดนี้ พิจาณาเห็นชอบ ก็เท่ากับว่าผอ.สพท.เป็นคนทำข้อมูล ผอ.สพท.มาตรวจสอบกลั่นกรองในขั้นตอนอกศจ. และผอ.สพท.ยังเป็นผู้พิจารณาในขั้นตอนของคณะกรรมการบริหารงานบุคคลด้วย ซึ่งจะเป็นการใช้อำนาจซ้้ำซ้อนหรือไม่ จะเกิดการฮั้วกันเหมือนสมัยที่มีคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.)เขตพื้นที่ฯ หรือไม่

ศธจ.คนเดิมกล่าวด้วยว่า ส่วนตัวไม่รู้ว่าศธ.จะปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารงานบุคคลอย่างไร ซึ่งปัจจุบันกศจ.มีสัดส่วนอยู่ที่ 9 คนโดยมีตัวแทนผอ.สพท.และผอ.สถานศึกษาร่วมเป็นกรรมการอยู่แล้ว ทางออกเรื่องนี้มองว่าควรกำหนดสัดส่วนระหว่างผู้บังคับบัญชาที่เป็นหัวหน้าส่วนงาน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ทรงคุณวุฒิในสัดส่วนที่เท่ากัน โดยสูงสุดไม่ควรเกิน 5:5:5 กรณีที่จังหวัดใดมีผอ.สพท.มากกว่า 5 คน อย่างนครราชสีมา มีผอ.สพท.ถึง 8 คน ควรใช้วิธีเลือกตัวแทน เพราะถ้า 8:8:8 รวม 24 คน ก็มากเกินไป เทอะทะไป อย่างปัจจุบันที่มีผู้แทนผอ.สพท. 1 คน และผอ.ร.ร. 1 คน อยู่ในกศจ. ก็สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับครูได้เป็นอย่างดี

ไม่ควรให้ผอ.สพท.ใช้อำนาจซ้ำซ้อนโดยควรให้ผอ.สพท.ออกจากห้องประชุมกรณีที่ต้องลงมติเรื่องที่มีส่วนได้ส่วนเสีย และที่สำคัญควรมีระบบการตรวจสอบการทำข้อมูลของผอ.สพท. ไม่เช่นนั้นกรรมการบริหารงานบุคคลท่านอื่นๆ คงไม่กล้าลงมติในเรื่องที่ทำให้มีผู้เสียประโยชน์ เพราะแม้พิจารณาจะยึดตามหลักเกณฑ์กฎระเบียบก็จริง แต่ที่มาของข้อมูล ผอ.สพท.เป็นคนทำข้อมูล เช่น คะแนนต่างๆ โดยที่ประชุมไม่เห็นที่มาของข้อมูล ก็อาจไม่กล้าลงมติได้เพราะสมัยนี้การฟ้องร้องรุนแรงมาก ผู้เสียประโยชน์ฟ้องถึงศาลทุจริต ฉะนั้นจึงควรมีระบบตรวจสอบการทำข้อมูลด้วย และอีกแนวทางที่จะช่วยให้ระบบโปร่งใสมากขึ้นก็คือไม่ควรให้คณะกรรมการบริหารงานบุคคลมีศักดิ์เท่ากับคณะกรรมการบูรณาการด้านการศึกษา โดยอาจจะให้คณะกรรมการบริหารงานบุคคลเป็นแค่อนุกรรมการ เหมือนอย่างคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ที่ปัจจุบันมีคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.)วิสามัย 11 ชุดในการพิจารณาเรื่องต่างๆ และสามารถยุติในอ.ก.ค.ศ.ชุดนั้นๆ ได้เลยถ้าไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีปัญหาหรือมีข้อร้องเรียน ก.ค.ศ.ก็สามารถเรียกข้อมูลมาดูได้ ฉะนั้นคณะกรรมการบูรณาการด้านการศึกษาก็ควรมีบทบาทอย่าง ก.ค.ศ. เพื่อจะได้เป็นที่พึ่งให้กับครูกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม แบบนี้จะช่วยคานอำนาจและตรวจสอบการทำงานของบอร์ดบริหารงานบุคคลได้ ศธจ.คนเดิมกล่าว

ด้านนายสมวุฒิ ศรีอำไพ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(ผอ.สพม.) เขต 41 ในฐานะนายกสมาคมนักบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย(ส.บ.พ.ท.) กล่าวว่า โดยหลักสากล องค์ประกอบของคณะบุคคล ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ผู้บังคับบัญชาในส่วนของหัวหน้างาน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งถือเป็นคนกลาง องค์ประกอบดังกล่าวช่วยถ่วงดุลอำนาจและตรวจสอบกันได้ ส่วนที่เกรงว่าถ้าผอ.สพท.ทุกคนในจังหวัด เข้ามาเป็นกรรมการบริหารงานบุคคลแล้วจะทำให้เกิดการฮั้วกันระหว่างคณะกรรมการกับผอ.สพท. นั้น ตนไม่อยากให้มองด้วยความอคติ เพราะจะปิดกั้นทางออก ถ้าคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคณะกรรมการ ยังมีช่องทางในการร้องทุกข์ได้ตามกฎหมาย อีกทั้งในคณะกรรมการเอง คงไม่มีใครเสี่ยงทำอะไรที่ผิดระเบียบกฎเกณฑ์เพราะสามารถโดนทั้งวินัย แพ่ง และอาญาได้

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/news/770454

ร่วมแสดงความคิดเห็น