ส.บ.ม.ท. เรียกร้อง " ศธจ." คืนอำนาจม.53 มอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน

  • หมวดหมู่ : การศึกษา วันที่ : 18 ธันวาคม 2560
  • เข้าดู : 124 ครั้ง

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม นายรัชชัยย์ ศรสุวรรณ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย(ส.บ.ม.ท.) เปิดเผยว่า ตามที่มีข่าวว่ามีตัวแทนชมรมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.)กว่า 20 คน ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านสำนักนายกรัฐมนตรี ในเรื่องที่เกี่ยวกับการขออำนาจตามมาตรา 53(3)และ(4)แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องของการบริหารงานบุคคล ให้อยู่ในอำนาจของศธจ.และมีศธจ.บางท่านได้ให้ข่าวสื่อมวลชนในเรื่องของอำนาจการบริหารบุคคล และขอให้ศธจ.เข้ามามีบทบาทในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาและเสนอแนะให้ลดทอนอำนาจการบริหารงานบุคคลของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท.)โดยมิได้พูดถึงแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเลยนั้น เห็นว่าเป็นความตั้งใจและใส่ใจที่น่าสนใจแต่หากพิจารณาจากกระเเสการตอบรับจากทางสื่อต่างๆแล้วจะเห็นว่าความขยันและความใส่ใจในเรื่องดังกล่าวนั้นไม่ได้รับการตอบรับสนับสนุนจากคุณครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เลยแม้แต่คนเดียวจากจำนวนคุณครูหลายแสนคน อย่างไรก็ตามหากการยื่นข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นการยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอภาระงานด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ หรือการเสนอแผนและขอรับการช่วยเหลือเพื่อการแก้ปัญหาการด้อยโอกาสทางการศึกษาของนักเรียนในถิ่นทุรกันดารก็จะเป็นการเรียกร้องที่จะได้รับการสนับสนุนจากคุณครูทุกคนทุกสังกัดในประเทศไทย

นายก ส.บ.ม.ท. กล่าวอีกว่า อำนาจการบริหารงานบุคคลในเขตพื้นที่การศึกษานั้นเป็นเรื่องความสัมพันธ์ทางการบริหารระหว่างผู้บังคับบัญชาคือ ผอ.สพท.กับ ข้าราชการครูในสังกัด ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา การที่เรียกร้องให้ศธจ.ซึ่งเป็นข้าราชการต่างสังกัดต่างกรมกองที่มิได้อยู่ในฐานะผู้บังคับบัญชามามีอำนาจเหนือหน่วยงานและข้าราชการครูที่มิได้อยู่ในบังคับบัญชาของตนเองนั้น เป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ไม่สามารถยอมรับได้เพราะไม่เป็นไปตามหลักสากลที่พึงปฏิบัติ เปรียบเสมือนกับการให้อำนาจสรรพากรจังหวัดซึ่งมีหน้าที่ดูแลด้านการจัดเก็บภาษีมีอำนาจบังคับบัญชาข้าราชการสังกัดสำนักงานสรรพสามิตจังหวัดซึ่งมีหน้าที่ในด้านภาษีเฉพาะทางคือสุรา บุหรี่ ฯลฯ เป็นต้น ที่สำคัญคือลำพังงานด้านการพัฒนายกระดับคุณภาพการศึกษาและงานด้านการบูรณาการด้านการศึกษาในจังหวัดนั้น ก็มีปริมาณงานที่มากมายเกินกว่าที่จะรับไหว การเรียกร้องจะเอางานด้านการบริหารงานบุคคลไปทำอีกทั้งๆ ที่งานดังกล่าวนั้นเป็นงานตามกฎหมายที่เขตพื้นที่การศึกษาได้ปฏิบัติอยู่แล้วอย่างมีคุณภาพก็ตาม จึงทำให้สังคมเกิดข้อสงสัยว่าต้องการเรียกร้องเพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมืองด้านการศึกษาหรือต้องการเพียงแค่ อำนาจ เท่านั้น จึงอยากให้คณะบุคคลดังกล่าวได้ดูแบบอย่างจากนพ.ธีระเกียรติ์ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ทุ่มเทและเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานจนแทบไม่มีวันหยุดเพื่อให้คุณภาพงานด้านการศึกษาดีขึ้น ท่านพยายามหาแนวทางในเรื่องการปฏิรูปการศึกษาที่มุ่งให้ถึงตัวผู้เรียน เช่น การยกระดับคุณภาพการศึกษาด้านภาษาอังกฤษ (English Boot Camp) ซึ่งเป็นโครงการที่ได้ผลจริง เป็นที่ถูกใจคุณครูผู้สอนภาษาอังกฤษอย่างยิ่ง หรือโครงการการให้คุณครูมีสิทธิเลือกเนื้อหาการอบรมพัฒนาตนเองชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ฯลฯ นอกจากนั้นท่านยังไม่หวั่นไหวกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาจากผู้ที่มีความเห็นต่างโดยท่านได้มุ่งมั่นหาแนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนทุกรูปแบบ จนเกิดความเคลื่อนไหวทางบวกในด้านคุณภาพการศึกษาหรือให้ดูแบบอย่างจากนายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)ที่ไม่ยอมนั่งประจำอยู่ในสำนักงาน แต่ได้สละเวลาและความสุขสบายส่วนตัวด้วยการเดินทางไปตามถิ่นทุรกันดารห่างไกลแม้เป็นดอยสูงชันตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา เพื่อเยี่ยมเยียนและดูสภาพจริงของนักเรียนและครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)แม่ฮ่องสอน เขต 2 ซึ่งบางพื้นที่ที่ไปก็ถึงกับต้องเสี่ยงชีวิตโดยการโดยสารรถขึ้นภูเขาไปตามสันดอยที่สูง เพียงเพื่อจะได้เห็นสภาพจริงของปัญหาการด้อยโอกาสทางการศึกษาที่รอการแก้ไข

รัฐมนตรีว่าการศธ.และเลขาธิการ กพฐ.เป็นถึงผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการสังกัด สพฐ. แต่ก็ไม่มีอำนาจในการบริหารงานบุคคล ท่านจะแต่งตั้งโยกย้ายหรือลงโทษข้าราชการครูในสังกัดแม้แต่คนเดียวก็ยังทำไม่ได้ แต่ทั้งสองท่านก็มิได้เรียกร้องที่จะให้มีการแก้ไขให้ท่านมีอำนาจเช่นนี้เลย ทั้งๆ ที่สิ่งที่ควรจะเป็น คือจะต้องให้อำนาจดังกล่าวกับทั้งสองท่านอย่างเต็มที่ นายก ส.บ.ม.ท. กล่าวและว่า หากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานที่อยู่ต่างสังกัดกรมกองกับข้าราชการครูสังกัดสพฐ. เช่น บรรดาศธจ.จะดำเนินการตามแนวทางของผู้บริหารระดับสูงของศธ.และหันมาใส่ใจในเรื่องการคิดและวางแผนร่วมกันกับเขตพื้นที่การศึกษา ในเรื่องการวางแผนแก้ไขและพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม และเผยแพร่เป็นข่าวให้สาธารณชนได้รับรู้ ก็จะทำให้คุณภาพการศึกษาของประเทศไทยดีขึ้นตามเจตนารมณ์ที่รัฐมนตรีว่าการศธ.คาดหวังไว้ โดยจะถือว่าเป็นของขวัญปีใหม่ที่บรรดาศธจ.มอบให้กับประชาชนชาวไทย และคงเป็นข่าวสารที่ดีกว่าข่าวสารเรื่องของการเรียกร้องขออำนาจ อย่างที่เป็นข่าวล่าสุด

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/news/771390

ร่วมแสดงความคิดเห็น