เปิดจดหมาย!! ครูทั่วประเทศทำถึง " บิ๊กตู่-ปธ.องคมนตรี-นพ.จรัส-หมอธี-สื่อ" จี้ " ศธจ." คืนอำนาจ ม.53

  • หมวดหมู่ : การศึกษา วันที่ : 18 ธันวาคม 2560
  • เข้าดู : 122 ครั้ง

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่นายรัชชัยย์ ศรสุวรรณ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย(ส.บ.ม.ท.) ได้ประชุมหารือสมาชิกส.บ.ม.ท.เพื่อกำหนดท่าทีเรียกร้องให้ศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) คืนอำนาจตามมาตรา 53(3)และ(4)แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้แก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท.)และผู้อำนวยการโรงเรียน โดยหนึ่งในมาตรการการคือการให้ครูโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ทำจดหมายถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานกรรมการคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา นพ.แพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) และสื่อนั้น ในส่วนของนสพ.มติชน ปรากฏว่าได้รับจดหมายดังกล่าวแล้ว โดยมีสาระ ดังนี้

ตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการให้มีการปฏิรูปการศึกษาโดยได้มีการสั่งการให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารจัดการศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค นั้น ข้าพเจ้าได้ศึกษาแนวทางการปฏิรูปการศึกษาโดยการเปลี่ยนแปลงในด้านโครงสร้างต่างๆและได้สดับตรับฟังจากคณะผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูทั้งประเทศแล้ว เห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวของกระทรวงศึกษาธิการยังไปไม่ถึงนักเรียนและยังอาจก่อให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาอันจะเป็นผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการศึกษาของชาติบ้านเมือง

1. ในอดีตที่ผ่านมาการบริหารจัดการศึกษาด้านประถมศึกษา ดำเนินการโดยมีสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ รับผิดชอบการจัดการศึกษาในระดับประถมศึกษา ส่วนการจัดการศึกษาด้านมัธยมศึกษาดำเนินการโดยกรมสามัญศึกษา ผลการจัดการศึกษาดังกล่าวเป็นไปด้วยดีมีคุณภาพ ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในเรื่องอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้มีน้อยมาก เมื่อเทียบกับการจัดการศึกษาในยุคปัจจุบัน ส่วนคุณภาพผู้เรียนด้านการมัธยมศึกษาก็เป็นไปด้วยดีเป็นไปตามหลักปรัชญาของการจัดการด้านมัธยมศึกษา ทั้งนี้เพราะการจัดการศึกษา ทั้งด้านประถมศึกษาและด้านมัธยมศึกษา ดำเนินการโดยหน่วยงานเฉพาะระดับกรม ที่มีผู้ที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางทั้งทางด้านการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา ที่สำคัญคือไม่เคยปรากฏข้อมูลทางสังคมว่า ผลการศึกษาทั้งระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษามีความตกต่ำเมื่อเทียบกับผลการศึกษาของประเทศต่างๆ ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้าน

2. ในปี พ.ศ. 2542 ได้มีการปฏิรูปการศึกษาทั้งๆที่ไม่ปรากฏข้อมูลปัญหาในเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาแต่อย่างใดโดยให้มีการยุบรวมสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติกับกรมสามัญศึกษา เข้าด้วยกันและตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่เป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และให้มีการบริหารจัดการในรูปแบบเขตพื้นที่การศึกษา โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็นผู้รับผิดชอบการจัดการศึกษาของสถานศึกษาทั้งระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาในเขตพื้นที่ ส่งผลให้ผลการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตกต่ำอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเพราะผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาส่วนใหญ่ในขณะนั้นไม่มีความรู้ความเข้าใจ ขาดประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา และวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างกัน ทำให้ส่งผลกระทบอย่างยิ่งในการบริหารจัดการศึกษา ผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานส่วนใหญ่ ก็เป็นผู้ที่ไม่มีความรู้ความชำนาญและขาดประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการการศึกษาระดับมัธยมศึกษา

3. ในปี พ.ศ. 2553 ได้มีการดำเนินการให้มีการแยกเขตพื้นที่การศึกษาออกเป็น เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผลการศึกษาที่ดีขึ้นเพราะ
3.1 ไม่ได้กำหนดให้มีเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาให้ครบทุกจังหวัด มีการกำหนดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพียง 42 เขต บางเขตพื้นที่การศึกษาต้องรับผิดชอบจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาถึง 4 จังหวัด เช่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 10 ต้องรับผิดชอบการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งมีความห่างไกลกันในแต่ละจังหวัดมากส่งผลให้มีการดูแลไม่ทั่วถึง
3.2 ไม่มีผู้บริหารระดับสูงในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีความรู้ ความเข้าใจและมีประสบการณ์ด้านการจัดการศึกษามัธยมศึกษาโดยเฉพาะ ดังนั้นจึงส่งผลกระทบในเรื่องการกำหนดนโยบายหรือกำหนดกฎหมาย ระเบียบต่างๆ ที่เกื้อกูลให้การจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาเป็นไปอย่างมีคุณภาพ
3.3 มีการยุบหน่วยศึกษานิเทศก์สายมัธยมศึกษา ส่งผลให้ไม่มีบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญในเรื่องการวิเคราะห์หลักสูตร การพัฒนาบุคลากรและเทคนิควิธีสอนใหม่ๆที่จะถ่ายทอดให้กับสถานศึกษา

4. ปัจจุบันได้มีการปฏิรูปการศึกษาโดยใช้แนวทาง Single Command โดยใช้อำนาจสั่งการโดยตรงจากส่วนกลาง ส่งผลให้
4.1 มีการตัดอำนาจการบริหารบุคคลของข้าราชการสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไปเป็นอำนาจของศึกษาธิการจังหวัดซึ่งไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาตามสายงานและเป็นข้าราชการต่างกรมมีการสั่งงานข้ามกรมฯ ซึ่งประเพณีนี้ไม่มีกระทรวงทบวงกรมไหนเขาทำกัน หากจะเปรียบเทียบก็จะเป็นเสมือนให้ในจังหวัดหนึ่งๆมีนายทหารเรือยศนาวาเอก เป็นผู้บังคับบัญชาของนายทหารบกยศพันโท อยากทราบว่าวงการทหารยอมรับกันได้หรือไม่ วัฒนธรรมองค์กรไปกันได้หรือไม่ มีความเชื่อมั่นในความรู้ความสามารถระหว่างกันหรือไม่ ความแตกแยกจะเกิดขึ้นอย่างเป็นวงกว้างหรือไม่ และความล้มเหลวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตจะมีผู้รับผิดชอบไหวหรือไม่
4.2 ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการครูในสังกัดแต่ไม่มีอำนาจในการสั่งการและการบริหารจัดการเนื่องจากอำนาจดังกล่าวถูกโยกไปเป็นอำนาจของศึกษาธิการจังหวัดซึ่งเป็นข้าราชการต่างกรม ส่งผลให้ข้าราชการครูไม่ให้ความร่วมมือกับผู้บังคับบัญชาของตนเอง เพราะไม่มีอำนาจในการให้คุณให้โทษ
4.3 การตัดอำนาจการบังคับบัญชาดังกล่าวเป็นการก่อให้เกิดความแตกแยกในวงการศึกษาอย่างเป็นวงกว้างอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อการศึกษาและความมั่นคงของชาติเป็นอย่างยิ่ง
4.4 การปรับโครงสร้างใหม่ส่งผลทำให้เกิดข้าราชการระดับ 10 (เทียบเท่าอธิบดี) ขึ้นอีก 18 คน ข้าราชการระดับ 9 อีก 95 คน ต้องจัดสรรงบประมาณเรื่องค่าตอบแทนพิเศษ เงินประจำตำแหน่ง เงินค่ารถประจำตำแหน่ง อีกมากมาย โดยไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรต่อโรงเรียนหรือนักเรียนเลย

4.5 มีการแย่งชิงข้าราชการและทรัพย์สินของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้ไปเป็นข้าราชการและทรัพย์สินของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด หรือสำนักงานศึกษาธิการภาค ซึ่งเป็นการสร้างความลำบากใจอย่างยิ่งให้กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาส่งผลให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขาดแคลนบุคลากร และทรัพยากรในการบริหารจัดการ
4.6 ผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัดอาศัยศึกษาธิการจังหวัดเป็นเครื่องมือในการสั่งการให้ครูและนักเรียนไปทำงานที่เป็นภารกิจของจังหวัด ทำให้เกิดผลกระทบอย่างมากต่อการจัดการศึกษา
4.7 ข้าราชการครูทั้งประเทศไม่ให้การยอมรับศึกษาธิการจังหวัด/ศึกษาธิการภาคเพราะถือว่าเป็นข้าราชการต่างกรมกองแต่มาใช้อำนาจบังคับบัญชา และที่สำคัญคือยังไม่เห็นฝีไม้ลายมือของศึกษาธิการจังหวัดท่านใดที่แสดงออกมาในเชิงประจักษ์ว่ามีศึกษาธิการจังหวัดแล้วการศึกษาดีขึ้น
4.8 การมีศึกษาธิการจังหวัด เป็นการเพิ่มขั้นตอนในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อการศึกษา ส่งผลทำให้การปฏิบัติงานที่สนับสนุนการศึกษาของโรงเรียนเกิดความล่าช้า เกิดความเสียหายต่อการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ทราบข่าวมาว่าในบางจังหวัดคุณครูไม่ได้รับเงินเดือนมาหลายเดือนแล้ว
4.9 ขณะนี้ข้าราชการครูและประชาชนต่างมองว่าการให้มีศึกษาธิการจังหวัดและศึกษาธิการภาคนั้นเป็นเพียงบันใดในการสนับสนุนคนของผู้มีอำนาจจากส่วนกลางก้าวกระโดดในการปฏิบัติหน้าที่เช่น

ข้าราชการที่เป็นผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ยังคงได้รับวิทยฐานะชำนาญการพิเศษทั้งๆที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเหน็ดเหนื่อยมานานหลายปี แต่บุคคลที่โอนไปปฏิบัติหน้าที่เป็นศึกษาธิการจังหวัด เมื่อเข้าสู่ตำแหน่งก็ได้รับการแต่งตั้งให้มีวิทยฐานะเชี่ยวชาญทันที เป็นการเอาเปรียบอย่างร้ายแรงชนิดที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อนักเรียน ที่สำคัญอันเป็นตัวบ่งชี้ว่าตำแหน่งดังกล่าวมีไว้เพียงเป็นสะพานให้คนของผู้มีอำนาจได้เหยียบย่ำเพื่อความก้าวหน้าก็คือศึกษาธิการภาครุ่นแรกที่เพิ่งทำหน้าที่ได้ไม่กี่เดือนยังไม่ได้งานที่มีคุณภาพอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน ก็ได้เลื่อนไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ไปเป็นรองเลขาธิการ แล้วเด็กๆ ได้อะไร
4.10 ขอให้จัดสรรอัตรากำลังครูเกษียณอายุราชการกลับคืนสู่โรงเรียนให้หมดพวกข้าพเจ้าขอฟ้องประชาชนว่าขณะนี้มีการแบ่งเอาอัตรากำลังครูที่เกษียณอายุราชการไปให้เป็นอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด/ศึกษาธิการภาค จำนวนมากมายเป็นจำนวนหลักพันคน การทำเช่นนั้นเป็นการทำร้ายโรงเรียน นักเรียน และทำร้ายระบบการศึกษาอย่างร้ายแรงชนิดที่ไม่มีประเทศที่พัฒนาแล้วประเทศไหนเขาทำกัน สมมติว่าหากกระทรวงสาธารณสุขดึงเอาอัตรากำลังนายแพทย์ที่ควรต้องอยู่โรงพยาบาล ให้ไปประจำในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สักสองพันคน แล้วชาติบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร
4.11 หากมีแนวคิดทางด้านการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยให้มีศึกษาธิการจังหวัด/ศึกษาธิการภาค นั้น เพราะเหตุใดจึงไม่ให้ศึกษาธิการจังหวัดหรือศึกษาธิการภาค รับผิดชอบในเรื่องการทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาและลงมือปฏิบัติตามแผน ทำไมต้องให้อำนาจการบริหารงานบุคคลไปอยู่ในมือศึกษาธิการจังหวัด ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือการประชุมของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดเกือบทุกจังหวัดจะมีแต่เรื่องบุคคล ไม่มีเรื่องพัฒนา

จากข้อมูลข้อเท็จจริงดังกล่าว พวกข้าพเจ้าจึงขอเรียนเสนอแนะแนวทางการดำเนินการเพื่อให้มีการยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศ ดังนี้
1. ดำเนินการให้มีการคืนอำนาจการบังคับบัญชาจากศึกษาธิการจังหวัดไปเป็นอำนาจของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เช่นเดิมและโดยเร็ว
2. ให้ศึกษาธิการภาคและศึกษาธิการจังหวัดทำงานเชิงนโยบายในเรื่องการกำกับติดตามการจัดการศึกษาของจังหวัดต่างๆ ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคล
3. ให้ข้าราชการครูและผู้บริหารสถานศึกษามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการศึกษาในระดับจังหวัดและระดับกรม ทั้งนี้เพราะเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการศึกษาเป็นอย่างดี
4. ให้มีหน่วยงานระดับกรมในกระทรวงศึกษาธิการมีหน้าที่ในการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา โดยแยกต่างหากจากกัน ทั้งนี้เพื่อให้เป็นหน่วยงานเฉพาะที่มีบุคลากรที่มีความชำนาญโดยเฉพาะทั้งด้านการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษาและการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา
5. ให้มีหน่วยศึกษานิเทศก์เฉพาะแยกเป็นหน่วยศึกษานิเทศก์ด้านการประถมศึกษา และหน่วยศึกษานิเทศก์ด้านการมัธยมศึกษาในส่วนกลางโดยให้มีหน้าที่ในเรื่องของการวิเคราะห์และพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาบุคลากร การคิดค้นและพัฒนาเทคนิคการสอนแนวใหม่ ฯลฯ
6. ให้มีกฎหมายเฉพาะในเรื่องของการบริหารจัดการศึกษาด้านการประถมศึกษาและด้านการมัธยมศึกษา แยกต่างหากจากกันเพราะการจัดการศึกษาด้านประถมศึกษาและด้านมัธยมศึกษามีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งในด้านการผลิตและการสร้างบุคลากร การจัดการเรียนการสอน ปรัชญาของการจัดการศึกษา
7. ดำเนินการให้มีเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาครบทุกจังหวัด
8. ให้มีการสำรวจ ศึกษาและปรับขนาดโรงเรียนในด้านจำนวนนักเรียนให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในเรื่องของการลดของประชากร
9. กระจายอำนาจสู่สถานศึกษาอย่างแท้จริงโดยให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลโดยแท้ทั้งในด้านวิชาการ ด้านการสรรหาบุคคลให้สอดคล้องกับความต้องการของโรงเรียนและท้องถิ่น และด้านงบประมาณ โดยกำหนดให้มีมาตรการการควบคุมให้เป็นไปตามหลักความชอบด้วยกฎหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้

10. ให้คืนอำนาจการไปราชการต่างจังหวัดของผู้บริหารโรงเรียนและของข้าราชการครูในโรงเรียน ให้เป็นอำนาจของผู้บริหารโรงเรียนโดยให้มีการรายงานการไปราชการนอกเขตจังหวัดต่อผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเดือนเพื่อตรวจสอบความเหมาะสม
11. ให้ดำเนินการให้มีการปรับหลักสูตร ให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันของประเทศและของนานาประเทศ โดยในบางสาขาวิชาในระดับมัธยมศึกษา ให้นักเรียนได้เรียนรู้เท่าที่จำเป็นต่อการไปศึกษาต่อในสาขาที่ตนเองประสงค์จะศึกษาต่อเท่านั้น ทั้งนี้เพราะทุกวันนี้นักเรียนต้องเรียนในสาขาวิชาที่ไม่มีความจำเป็นต้องไปศึกษาต่อเช่นนักเรียนที่มีความประสงค์จะเรียนต่อทางด้านกฎหมายแต่ก็ต้องเรียนวิชาพื้นฐานด้านฟิสิกส์และเคมีหรือคณิตศาสตร์ในความเข้มข้นเท่ากับนักเรียนที่ประสงค์ที่จะศึกษาต่อทางด้านวิศวกรรมหรือด้านการแพทย์เป็นต้น
12. ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการทดสอบทางการศึกษาเป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการทั้งนี้เพื่อจะได้มีข้อมูลที่แท้จริงในการวัดและประเมินคุณภาพการศึกษาของประเทศตามตัวชี้วัดของหลักสูตรอย่างแท้จริง
13. ส่งเสริมให้โรงเรียนทุกโรงเรียนได้ดำเนินจัดการเรียนการสอนและการวัดและประเมินผลที่เน้นการคิดวิเคราะห์ ความเข้าใจในเนื้อหาสาระของโจทก์ที่ซับซ้อน (PISA)
14. ให้ปรับรูปแบบการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยโดยไม่ยึดโยงกับข้อสอบ O-NET เพราะข้อสอบ O-NET มิได้สอดคล้องกับหลักสูตรสถานศึกษาอย่างแท้จริง การรับเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยควรมีการวัดด้านจิตพิสัย พฤติกรรม ตามปรัชญาการจัดการศึกษา เพราะมิฉะนั้นโรงเรียนก็จะมุ่งจัดการเรียนการสอนเพื่อ O-NET จนลืมภารกิจสำคัญในเรื่องของการสร้างนักเรียนให้เป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
15. ขอให้ผู้มีอำนาจยกเลิกความในข้อ 3(6) ที่บัญญัติว่าให้คณะกรรมการขับเคลื่อนมีอำนาจ สั่งให้ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่างๆในหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการในระดับภูมิภาคหรือจังหวัด หยุดการปฏิบัติหน้าที่หรือให้พ้นจากตำแหน่ง ในกรณีที่ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้ปฏิบัติงานผู้ใดถูกสั่งให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่หรือถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ให้งดการจ่ายค่าตอบแทนหรือสิทธิ์ประโยชน์ใดๆในตำแหน่งในระหว่างที่ถูกสั่งให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่หรือถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่ง ข้าพเจ้าเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดเหตุผลหรือสาเหตุที่จะต้องมีการสั่งลงโทษรวมถึงไม่ได้ดำเนินการให้มีกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาโทษอันเป็นการขัดกับหลักความเป็นธรรมอย่างร้ายแรงและที่สำคัญคือหลักการเช่นนี้ไม่ควรปรากฏในวงการศึกษาของประเทศไทยและก็ไม่เคยปรากฏในวงการศึกษาไทยมาก่อน บทบัญญัตินี้ทำให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีความปรารถนาดีต่อการศึกษาไทยไม่กล้าที่จะเสนอแนะความคิดเห็นที่แตกต่าง ซึ่งเห็นว่าจะไม่เป็นผลดีต่อการศึกษาของชาติบ้านเมืองรวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศ

ข้าพเจ้าขอกราบเรียนว่าความล้มเหลวทางการศึกษาที่ผ่านมานั้นมิได้เกิดจากการกระทำของผู้บริหารโรงเรียนหรือข้าราชการครูแต่อย่างใดแต่เกิดจากการกระทำของฝ่ายบริหารในอดีตที่สร้างการเปลี่ยนแปลงโดยอาศัยแนวคิดทฤษฎีจากต่างประเทศที่มิได้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย ไม่ฟังเสียงทัดทานจากผู้ที่มีส่วนได้เสียในเรื่องการจัดการศึกษาเช่นผู้บริหารโรงเรียนและข้าราชการครู ไม่เปิดโอกาสให้ผู้บริหารโรงเรียนและข้าราชการครูได้มีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็น ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะโปรดเมตตารับฟังและหาทางแก้ไขเยียวยาให้การศึกษาของไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงและก้าวเข้าสู่ความวิกฤติทางการศึกษาได้กลับฟื้นคืนมาเพื่อสร้างเยาวชนให้เป็นกำลังสำคัญและอนาคตที่ดีของชาติสืบต่อไป

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/news/771550

ร่วมแสดงความคิดเห็น