เพราะอะไร ใครๆ ก็ไปเที่ยวไต้หวัน โพสต์นี้มีคำตอบ

  • หมวดหมู่ : ไลฟ์สไตล์ วันที่ : 10 มกราคม 2560
  • เข้าดู : 17 ครั้ง

ช่วงนี้ใครๆ ก็ไปเที่ยวไต้หวัน เพราะค่าตั๋วอันแสนถูกของสายการบินโลว์คอสต์ และค่าครองชีพที่เท่าๆ กับประเทศไทย บางคนอาจจะคิดว่าไต้หวันมีส่วนคล้ายจีน แต่ถ้าได้ไปจะพบว่าไต้หวันมีความเป็นญี่ปุ่นในตัวเองอยู่สูงทีเดียว เนื่องจากที่นี่เคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นกว่า 50 ปี และไต้หวันยังเคยเป็นเกาะที่อังกฤษ สเปน และ โปรตุเกส ใช้เป็นเมืองท่าในการค้าขายและคมนาคมอีกด้วย

ไทเปคือเมืองหลวงของไต้หวันที่อยู่เกือบจะเหนือสุดของประเทศ แลนด์มาร์กดั้งเดิมก็คืออนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ก ซึ่งเปรียบเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดไต้หวัน ประกอบไปด้วยอาคารอนุสรณ์ อาคารโรงละคร และซุ้มประตูทางทิศเหนือใต้อันสวยงาม ตัวอาคารหลัก ตั้งอยู่บนฐานบันได 89 ขั้น เท่ากับอายุของนายพลเจียงไคเช็กในวันที่ท่านถึงแก่กรรม ภายในมีรูปปั้นของนายพลเจียงไคเช็กตั้งอยู่
อีกสิ่งหนึ่งสิ่งที่ต้องชมให้ได้คือการเปลี่ยนเวรยามของนายทหารเกียรติยศที่ยืนอยู่ที่รูปปั้นนั่นเอง ซึ่งจะมีการเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ทุกต้นชั่วโมงตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น ต้องบอกว่ามีลีลาที่ไม่เหมือนกับที่ไหนเลยทีเดียว อีกส่วนคือการเชิญธงลงจากยอดเสาตอน 4 โมงเย็นก็น่าดูไม่น้อย

อนุสรณ์สถานอีกแห่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันคืออนุสรณ์สถานดร.ซุน ยัดเซน ซึ่งเป็นผู้วางรากฐานการปกครองแบบประชาธิปไตยให้กับจีน ต่อมาถูกพรรคคอมมิวนิสต์ยึดอำนาจไป ทำให้พรรคก๊กมินตั๋งต้องย้ายมาตั้งรัฐบาลที่ไต้หวัน และด้วยความที่เป็นผู้แพ้ ทำให้เรื่องราวของ ดร. ซุน ยัดเซ็น ไม่ได้มีจารึกไว้ในจีนมากนักเมื่อเทียบกับในไต้หวัน ซึ่งอนุสรณ์สถานแห่งนี้ก็ได้จัดแสดงเรื่องราวของท่านไว้ได้อย่างครบถ้วนเลยทีเดียว

ไม่ไกลกันนักเป็นที่ตั้งของอาคาร ไทเป 101 ซึ่งเป็นอาคารที่ได้รับการบันทึกว่าสูงที่สุดในโลกอยู่นานถึง 6 ปี แต่ลิฟต์ในตัวอาคารยังรั้งตำแหน่งลิฟต์โดยสารที่เร็วที่สุดในโลกอยู่จนถึงทุกวันนี้ ด้วยสถิติความเร็วเกือบ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่นคือราว 17 เมตร ใน 1 วินาที ลิฟต์ของอาคารนี้ใช้เวลาเพียง 37 วินาทีจากชั้นล่างสู่ชั้น 89 ของอาคาร ไทเป 101 มีความสูง 508 เมตร ประกอบด้วย 101 ชั้นเหนือพื้นดิน และอีก 5 ชั้นใต้ดิน ตัวอาคารถูกออกแบบมาให้ลดความร้อนและกรองรังสียูวีเพื่อช่วยประหยัดพลังงาน ส่วนในแง่ของความปลอดภัย ตัวอาคารสามารถทนพายุไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหวได้ด้วย โดยการออกแบบได้รับแรงบันดาลใจมาจากต้นไผ่ และอาคารดั้งเดิมแบบจีน ทำให้ที่นี่มีลักษณะแตกต่างจากตึกสูงอื่นๆ ทั่วโลกอย่างชัดเจน สื่อหลายๆ สำนักเลือกที่จะมาทำข่าวเทศกาลปีใหม่ที่ตึกแห่งนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะการแสดงพลุไฟสุดอลังการ แต่ตัวตึกเองเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของเอเชียตะวันออกอีกด้วย

ส่วนใครที่สนใจในประวัติศาตร์ก็ขอให้แวะไปเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์สถานพระราชวังแห่งชาติ หรือกู้กงแห่งไทเป อาคารของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกออกแบบมาโดยใช้พื้นฐานเชิงโครงสร้างมาจากพระราชวังต้องห้าม (กู้กง) ในจีน ถึงแม้ตัวอาคารจะเป็นเพียงของเลียนแบบ แต่ทรัพย์สินภายในล้วนเป็นของจริง และมีมูลค่ามหาศาลทั้งสิ้น ซึ่งนายพลเจียงไคเช็กนำมาด้วยเมื่อครั้งที่อพยพมายังไต้หวัน โดยมีทรัพย์สินทั้งหมดราว 700,000 ชิ้น ทำให้ที่นี่ได้รับการบันทึกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 7 ของโลก สมบัติที่ถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีอายุหลากหลายตั้งแต่กว่า 8,000 ปีที่แล้ว จนมาถึงสมบัติอายุน้อยๆ ก็มี
ตลาดโต้รุ่ง คือของดีของประเทศไต้หวัน ที่นี่มีตลาดโต้รุ่งอยู่เยอะมาก แต่ที่ดังที่สุดเห็นจะเป็นตลาดชิหลินซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นราชาแห่งตลาดโต้รุ่งเลยทีเดียว ซึ่งนอกจากจะมีอาหารอร่อยๆ มากมายแล้ว ตลาดแห่งนี้ยังมีสินค้าอื่นๆ ตั้งแต่เครื่องสำอาง ของใช้ ของฝาก ให้ได้เลือกซื้ออีกด้วย หรืออาจจะแวะไปตลาดฮวาซี่ตรงใจกลางเมืองก็ได้ ถึงแม่จะเล็กกว่าตลาดชิหลิน แต่ฮวาซี่มีจุดเด่นเรื่องเหล้าเลือดงู ซึ่งไม่เหมือนที่ใดในโลก ถ้าพูดถึงไทเปแล้วจะไม่พูดถึงซีเหมินติงก็คงไม่ได้ เพราะที่นี่คือถนนคนเดินแห่งแรกของไต้หวัน และเป็นแหล่งรวมสินค้าแบรนด์ดังๆ มากมายจากทั่วโลก เรียกได้ว่าถ้าอยากเห็นแฟชั่นของคนไทเปก็ต้องมาที่นี่ นอกจากวัยรุ่นจำนวนมหาศาลที่มักจะมาเดินเล่นกันที่นี่แล้ว บริเวณนี้ยังมีการแสดงเปิดหมวกจำนวนมาก เรียกได้ว่าสามารถเดินได้หลายๆ ชั่วโมงโดยไม่เบื่อเลย แต่ข้อควรระวังคือต้องจดจำทางดีๆ เพราะเมื่อเดินเข้าไปลึกๆ แล้วอาจจะหาทางกลับไปยังรถไฟฟ้าใต้ดินไม่เจอได้นะ

ในเมืองไทเปยังเป็นที่ตั้งของน้ำพุร้อนธรรมชาติชื่อดัง ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่ชอบอาบน้ำแร่ให้ต้องแวะเวียนมาใช้บริการโรงแรมอยู่เรื่อยๆ แม้กระทั่งเชื้อพระวงศ์จากญี่ปุ่นเองก็ยังต้องแวะมาอาบน้ำแร่จากน้ำพุร้อนที่นี่ โดยน้ำพุร้อนแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตเป่ยโถว ถูกค้นพบโดยชาวญี่ปุ่นสมัยที่เข้ามายึดครองเกาะไต้หวัน น้ำพุร้อนที่นี่มี 3 ชนิด แต่มีอยู่ชนิดหนึ่งที่มีสีเขียว ซึ่งมีแค่เพียง 2 บ่อในโลก (อีกบ่ออยู่ที่ญี่ปุ่น) ซึ่งบ่อต้นกำเนิดมาจากบ่อน้ำแร่สีเขียวหยกอันโด่งดัง มีควันจำนวนมากพวยพุ่งขึ้นมาจากผิวน้ำตลอดทั้งปี สีของน้ำเขียวราวกับหยก อุณหภูมิสูงสุดของบ่ออยู่ที่ 90 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว

ถัดออกไปนอกเมืองทางเหนือ คือเมืองต้านส่วย เมืองท่าปากแม่น้ำเมืองนี้เคยเป็นยุทธศาสตร์ทางการค้าที่เหล่าประเทศล่าอาณานิคมทั้งหลายหมายปอง แม้ปัจจุบันต้านส่วยจะไม่ใช่เมืองท่าที่สำคัญเช่นในอดีต แต่พื้นที่ตรงนี้กลับได้รับการพัฒนาให้เปลี่ยนมาเป็นสวนสาธารณะที่ผู้คนท้องถิ่นมักมาเดินเล่นพบปะกันในช่วงวันหยุด พร้อมชมวิวพระอาทิตย์ตก หรือนั่งเรือเฟอร์รี่ข้ามฝั่งไปยังสถานที่เที่ยวอื่นๆ ต่อไปได้อีกด้วย ที่นี่มีอาหารทะเลให้เลือกทานจำนวนมากและราคาไม่แพง เนื่องจากอยู่ใกล้หมู่บ้านชาวประมง

จริงๆ แล้วสถานที่ท่องเที่ยวในไทเปนั้นยังมีอีกมากจนไม่สามารถเขียนเล่าได้ทั้งหมดภายในคราวเดียว แต่จุดเด่นอย่างหนึ่งที่ทำให้ไทเปเป็นเมืองที่ใครๆ ต่างตกหลุมรัก คงเป็นเพราะคนไต้หวันมีความคล้ายคลึงกับคนญี่ปุ่นในแง่ของการใช้ชีวิต ผู้คนนับถือระเบียบของบ้านเมือง มีน้ำใจไมตรี จะต่างกันก็ตรงที่คนไต้หวันไม่เคร่งเครียด และเร่งรีบเหมือนกับคนญี่ปุ่น จะว่าไปแล้วแทบจะเรียกได้ว่าผู้คนใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์เลยก็ว่าได้ คนที่นี่ไม่ค่อยหยิบอุปกรณ์สื่อสารมาใช้ระหว่างที่อยู่กับเพื่อนๆ ผู้คนที่นี่นิยมไปนั่งตามร้านน้ำชาเพื่อพบปะเจอสังสรรค์กันจนดึกดื่น ร้านน้ำชาที่นี่เปิดถึงตี 2 เลยทีเดียว ช่วงเย็นหรือเสาร์อาทิตย์ผู้คนมักเดินเล่นพบปะพูดคุยกันตามสวนสาธารณะ บรรยากาศเหล่านี้นี่เองที่เป็นเหมือนจุดขายสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ต้องการแค่เดินทางไปดูสถานที่ดังๆ แต่ต้องการเดินทางไปดูชีวิตของผู้คน ซึ่ง OK! รับรองได้ว่าถ้าได้มาไต้หวันแล้วคุณจะต้องตกหลุมรักเมืองแห่งนี้เหมือนกับเราอย่างแน่นอน
ติดตาม OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่
Website : http://www.okmagazine-thai.com/
Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
Twitter : https://twitter.com/okthailand

ที่มา OK! Magazine Thailand

ร่วมแสดงความคิดเห็น