ไฟเขียว สกสค.กู้แบงก์ปลดหนี้ อค.จ่ายเงินเดือนพนักงานย้อนหลัง1.2 พันล้าน

  • หมวดหมู่ : การศึกษา วันที่ : 10 มกราคม 2560
  • เข้าดู : 12 ครั้ง

เมื่อวันที่ 9 มกราคม นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)และคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสกสค.(อค.)เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้รายงานความคืบหน้าการแก้ปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้นในสกสค. และอค. ซึ่งพบว่าหลายเรื่องดำเนินการได้ล่าช้า ดังนั้นจึงมีมติให้สกสค. ยกร่างสัญญาจัดจ้าง บริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้คำแนะนำการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งในสกสค.และอค.รวมถึงมีมติจ้างที่ปรึกษาทางธุกิจและการเงิน มาดูทิศทางการทำธุรกิจของสกสค.และอค. เนื่องจากที่ผ่านมาประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก

รัฐมนตรีว่าการศธ.กล่าวต่อว่าที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบตามที่สกสค.เสนอขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน จำนวน 1,200 ล้านบาท เพื่อจ่ายเงินค้างจ่ายให้แก่พนักงานอค. 2,411 คน ตามสัญญาจ้าง ซึ่งระบุไว้ว่าหากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติขึ้นเงินเดือนให้แก่ข้าราชการ อค.ก็ต้องปรับอัตราเงินเดือนให้กับพนักงานให้สอดคล้อง ซึ่งที่ผ่านมาครม.มีมติขึ้นเงินเดือนข้าราชการไปแล้ว 3 ครั้ง แต่อค.ยังไม่มีการปรับเงินเดือน ซึ่งพนักงานได้มีการฟ้องร้องและศาลฎีกาตัดสินให้อค.จ่ายเงินให้พนักงาน โดยจะใช้ที่ดินของอค.เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันวงเงินกู้ ส่วนจะกู้เงินจากสถาบันการเงินใดนั้น สกสค.จะต้องไปพิจารณาในรายละเอียดต่อไป

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.)ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการอค.กล่าวว่า อค.ยังไม่ได้สรุปว่าจะใช้ที่ดินผืนใดในการค้ำประกันวงเงินกู้กับสถาบันการเงิน ทั้งนี้อค.มีที่ดินทั้งหมด 9 ผืนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ซึ่งที่ดินย่านลาดพร้าวจำนวน 48 ไร่ มีราคาประเมินสูงสุดอยู่ที่ 2,800 ล้านบาท และอยู่ระหว่างประเมินราคาใหม่ ตนยังได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบงบกำไรขาดทุนของอค.ในปี 2559 ภาพรวมผลประกอบการเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ตัวเลขขาดทุนลดลง 18.55 ล้านบาท รวมดอกเบี้ยที่เกิดจากหนี้สินในอดีตทำให้ผลประกอบการติดลบอยู่ที่ 156.48 ล้านบาท ขณะที่ภาระหนี้สินภาพรวมเพิ่มขึ้นเป็น 6,009 ล้านบาท จากปี 2558 ซึ่งมีหนี้สินอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท เนื่องจากคำสั่งศาลฎีกาให้อค.จ่ายเงินค้างจ่ายให้แก่พนักงานจำนวน 1,210 ล้านบาท

 

ที่มา http://www.matichon.co.th/news/421417

ร่วมแสดงความคิดเห็น