เสมา 1 ขอดูงานแก้ทุจริต ศธ.เอง

  • หมวดหมู่ : การศึกษา วันที่ : 5 มกราคม 2560
  • เข้าดู : 22 ครั้ง

หมอธี ดึงงานปราบทุจริตในศธ.มาดูเอง เหตุ บิ๊กน้อย งานชุก ดูแลการศึกษาภาคใต้ พร้อมย้ำนโยบายชัดเจนต้องไม่มีแหล่งทำมาหากินใน ศธ.เด็ดขาด

วันนี้(5 ม.ค.) นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการแก้ปัญหาการทุจริตในกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) โดยเฉพาะการทุจริตในสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และองค์การค้าของ สกสค.ว่า เรื่องนี้ต้องขอเวลาดูก่อน แต่ได้รับรายงานเบื้องต้นว่าการดำเนินคดีกรณีการทุจริตที่ผ่านมายังล่าช้าอยู่ ไม่มีความคืบหน้ามากนัก ซึ่งตนจะเข้าไปดูว่าคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว มีปัญหาอะไรทำไมช้า โดยได้นัดหารือกับ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัด ศธ. และดร.พิษณุ ตุลสุข รองปลัด ศธ. ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค. เพื่อที่จะเข้าไปดูแลแก้ปัญหาแล้ว อย่างไรก็ตามนโยบายของตนชัดเจนว่า ทุกอย่างต้องทำไปตามตัวบทกฎหมาย ใครทำผิดก็ต้องรับผิด

ผมได้ดึงเรื่องการแก้ไขปัญหาการทจริตใน ศธ.กลับมาดูเอง โดยตั้ง พล.ท.โกศล ปทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศธ.เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการทุจริต ศธ. แทน พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศธ. เนื่องจาก พล.อ.สุรเชษฐ์ติดภารกิจต้องดูแลงานในภาคใต้ ต้องเดินทางลงภาคใต้ทุกสัปดาห์ อย่างไรก็ตามผมทราบดีว่า ถูกปรามาสว่าจะไม่ทันข้าราชการ จึงได้เชิญ พล.ท.โกศล ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านนี้มาช่วยดูแล้ว เพราะปัญหาการทุจริตเป็นเรื่องที่ต้องเดินหน้าแก้ไขเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการจัดการศึกษา รมว.ศธ.กล่าวและว่า สำหรับเรื่องขององค์การค้าของ สกสค. ตนจะขอเข้าไปดูรายละเอียดว่า จะต้องดำเนินการอย่างไร แต่นโยบายของตนชัดเจนคือต้องไม่มีแหล่งทำมาหากินใน ศธ.อย่างเด็ดขาด ส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูนั้น เรื่องนี้เป็นปัญหามาทุกยุดทุกสมัย ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้กรอบกว้าง ๆ แล้วว่า ถ้าแก้ปัญหาแบบเดิม ๆ ด้วยการให้กู้ใหม่เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ก็ไม่ใช่ทางแก้ ดังนั้นตนคงต้องขอเข้าไปดูก่อนว่ามีอะไรใหม่ที่จะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาได้หรือไม่

สำหรับความคืบหน้าที่กรณีคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติให้ปรับเงินเดือนข้าราชการ และรัฐวิสาหกิจ ในปี 2547 ปี 2548 และปี 2550 แต่บอร์ด สกสค.ไม่ได้ปรับเงินเดือนเจ้าหน้าที่องค์การค้าฯ แต่ปรับให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ สกสค.จึงเป็นเหตุให้มีการฟ้องร้องให้มีการขึ้นเงินเดือนและให้จ่ายย้อนหลังแก่เจ้าหน้าที่ขององค์การค้าฯ นั้น นายลอยศักดิ์ คมกฤษ ทนายความผู้ฟ้องและบังคับคดี กล่าวว่า ขณะนี้ทางโจทก์ได้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลฎีกาว่า ให้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อบุคคลภายนอกตกอยู่ภายใต้การบังคับคดี โดยสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาได้ขออายัดเงิน สกสค.จากธนาคารกรุงไทย สาขากระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 96 ล้านบาท และเป็นรายบุคคล ประมาณ 77 ล้านบาท และกำลังทยอยอายัดเพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่งแล้ว โดยเงินทั้งหมดที่ สกสค.จะต้องจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 1,200 ล้านบาท ดังนั้น สิ่งที่ สกสค.จะต้องดำเนินการในเวลานี้คือทำอย่างไรจะให้มีผู้มาบังคับคดีน้อยที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องได้

 

ที่มา http://www.dailynews.co.th/education/546957

ร่วมแสดงความคิดเห็น