9 สุดยอดอาชีพทำเงิน ปี 2559 อ่านแล้วทำ ทำแล้วรวย !!

  • หมวดหมู่ : ทั่วไป วันที่ : 1 มกราคม 2560
  • เข้าดู : 178 ครั้ง

1. ชาวนาโยงทำขนมจีบโบราณยอดขายพุ่งเท่าตัว เดือนละกว่า 1 ล้านบาท

นายนลินทร์ ธนูศิลป์ อายุ 30 ปี เจ้าของขนมจีบเงินล้าน ระบุว่า ได้รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ มีทั้งขนมจีบไส้สังขยา ไส้ถั่ว ไส้ฝอยทอง รวมทั้งขนมเต้าส้อ ขนมเค้ก ขนมไหว้พระจันทร์ และขนมอื่นๆ เปิดตัวมาได้ 4 เดือน ก็มียอดสั่งซื้อเฉพาะขนมจีบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนจุดเด่นที่ลูกค้าพูดถึง คือ ขนมมีไส้เยอะ หอมกลมกล่อม รสชาติอร่อย ราคามิตรภาพ เพราะราคาขายส่งอยู่ที่ชิ้นละ 3.50 บาท ถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป ทำให้จากเดิมขายวันละ 6,000 ชิ้น และตอนนี้เพิ่มเป็นวันละ 13,000 ชิ้นแล้ว ต้องใช้ไข่เป็ดบ้านถึงประมาณวันละ 2,400 ฟองกัน ยอดขายต่อเดือนมากกว่า 1 ล้านบาท

2.เกษตรกรลพบุรี พลิกวิกฤติหันมาปลูกดอกดาวเรืองส่งขายสร้างรายได้ขั้นต่ำ 1 ล้านบาทต่อเดือน

มนัส ดีมา เกษตรกรในพื้นที่ หมู่ที่ 7 ตำบลท่าแค อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี พลิกวิกฤติจากการปลูกแคนตาลูปแล้วขาดทุนหันนมาปลูกดอกดาวเรืองแทน บนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ โดยปลูกต้นดาวเรืองไว้กว่า 5 หมื่นต้น ด้วยระบบหยอดน้ำ โดยใช้เวลาในการปลูกดอกดาวเรืองประมาณ 60 วัน ก็สามารถเก็บดอกไปส่งขายสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว ซึ่งในช่วงนี้เป็นช่วงเวลาตัดดอกดาวเรืองเพื่อนำไปส่งขายที่ปากคลองตลาด

โดยในแต่ละวันสามารถตัดดอกดาวเรืองได้วันละ 100,000 ดอก แล้วนำมาคัดตามขนาดของดอกแล้วนำไปแพ็คใส่ถุงพลาสติก ในราคาดอกใหญ่เบอร์ศูนย์ราคาดอกละ 1 บาท เบอร์ 1 ดอกละ 80 สตางค์ เบอร์ 2 ดอกละ 70 สตางค์ และเบอร์ 3 ดอกละ 60สตางค์ ตามลำดับ ทำให้ในช่วงนี้มีรายได้จากการตัดดอกดาวเรืองขายได้วันละ 40,000-150,000 บาทต่อวัน หรือ มากกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน

3.หอยทอดกุ๊งกิ๊ง จ.สุราษฎร์ธานี สร้างรายได้ร่วม 3 แสนต่อเดือน

อนุรักษ์ แสนสมบูรณ์สุข อายุ 40 ปี เจ้าของร้านหอยทอดกุ๊งกิ๊ง บริเวณท่าเรือเกาะ ริมแม่น้ำตาปี เทศบาลนครสุราษฎร์ฯ เล่าให้ฟังว่า ได้เริ่มขายหอยทอดมาตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา แต่เดิมเป็นพนักงานบริษัทในกรุงเทพฯ และมีแฟนเป็นชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงได้ตัดสินใจลาออกจากงาน และย้ายถิ่นฐานมาแต่งงานอยู่กินกับภรรยา ช่วงแรกก็หาสมัครงานไปทั่วแต่ก็ไม่พอกับค่าใช้จ่าย จึงหันมาขายหอยทอดสูตรคุณยายและเริ่มมาขายที่บริเวณท่าเทียบเรือนอนโดยสารเกาะสมุยเกาะพะงัน

ในช่วงแรกขายได้ประมาณ 30-40 จานต่อวัน จึงได้คิดใส่ท่วงท่าและลีลาในการทอดและการใช้ตะหลิว สองอัน เคาะกับกระทะ จนมีเสียงดังกุ๊งกิ๊ง ตลอดการทอด ลูกค้าจึงเรียกกันว่าหอยทอดกุ๊งกิ๊งที่ท่าเรือเกาะ จนเป็นที่ติดปาก ทำให้ปัจจุบันมียอดขายไม่ต่ำกว่า 200-250 จาน สร้างรายได้ประมาณ 7,000 - 8,000 บาทต่อวัน

4. ข้าวหลามเชียงดาวกะทิถั่วดำ ขายดิบขายดี รายได้ 3 แสนต่อเดือน

ข้าวหลามแม่นะเชียงดาว ที่บริเวณริมถนนเชียงใหม่ - ฝาง ตำบลแม่นะ อำเภอเชียงดาว เป็นร้านขายข้าวหลามกะทิถั่วดำชื่อดัง จะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติจอดรถแวะซื้อกันเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวันจนเผากันแทบไม่ทัน

ข้าวหลามแม่นะเชียงดาว ร้านนี้จะเปิดในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น เปิดขายข้าวหลามมายาวนานกว่า 20 ปีแล้ว ระหว่างเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ สาเหตุก็เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว ต้นไผ่ที่ใช้ทำกระบอกข้าวหลาม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าไผ่ข้าวหลามจะมีเยอะในช่วงนี้ และถ้าจะใช้ไผ่ชนิดอื่นก็จะได้กลิ่นหอมที่ไม่หอมเหมือนไผ่ข้าวหลาม โดยในแต่ละวันจะเผาข้าวหลามไม่ต่ำกว่า 500 กระบอก ในราคากระบอกละ 20 บาท รายได้รวมเดือนละกว่า 3 แสนบาท

5.เฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ขายผ่านออนไลน์ สร้างรายได้งดงาม เดือนละกว่า 2 แสนบาท

ประถม สินสิทธิ์ อายุ 45 ปี ชาวบ้านอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ จากคนที่เคยแบกเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ ออกเร่ขายตามบ้านเรือนต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเมื่อ 18 ปีที่ผ่านมา นำเอาความรู้ที่ได้รับมาทำที่บ้านเกิด และถ่ายทอดวิชาความรู้สู่คนรุ่นใหม่ไปแล้วหลายรุ่น

กระทั่งทุกวันนี้ยังคงมีผู้คนเดินทางเข้าไปศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันคุณประถมเป็นเจ้าของร้านเพชรระไซร์ทอง จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ ขายผ่านสื่อโซเชียล และวางขายให้ผู้ที่ผ่านไปมาบนถนนสายเลี่ยงเมืองสุรินทร์-ปราสาท นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำไม่ต่ำกว่าเดือนละกว่า 2 แสนบาท

6.ลูกชิ้นน้ำจิ้มรสเด็ดเผ็ดหายง่วง ขวัญใจนักศึกษา รายได้งามเดือนละ 1.2 แสนบาท

มณี ศรีสมพร เจ้าของร้านลูกชิ้นยายแมว บริเวณสี่แยกไฟแดงหน้าวัดศรีสวัสดิ์ ใกล้มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ร้านขายลูกชิ้นที่เป็นขวัญใจเหล่านักศึกษาและบุคคลทั่วไปเปิดมานานกว่า 40 ปีแล้ว มีลูกชิ้นให้เลือกทั้งลูกชิ้นหมู ลูกชิ้นเนื้อ ลูกชิ้นปลา หอยจ้อ เกี้ยวทอด ทุกอย่างขายในราคาเดียวไม้ละ 5 บาทเท่านั้น

และอีกหนึ่งอย่างที่นับว่าเป็นสูตรเด็ดของร้านนี้คือ น้ำจิ้มรสเด็ดที่มีรสชาติเข้มข้นเปรี้ยวและเผ็ดถึงใจ ซึ่งสูตรน้ำจิ้มนี้ได้คิดค้นขึ้นมาเองเนื่องจากเป็นคนที่ชอบรับประทานรสจัดเป็นทุนเดิม ใครที่ได้ลิ้มลองแล้วจะหายง่วงทันที และยังมีมีผักสดเครื่องเคียงให้ได้รับประทานกันอีกด้วย โดยอาชีพนี้สร้างรายได้ให้กับ มณี ศรีสมพร วันละ 4,000 5,000 บาท หรือเดือนละมากกว่า 120,000 บาท

7.แม่ค้าขายกล้วยทอด ผุดไอเดียนำผลไม้นานาชนิดมาชุบแป้งทอดขาย กวาดสร้างรายได้หลักแสน

วันเพ็ญ ค้าไม้ หรือที่ชาวบ้านมักเรียกกันว่า เจ้เพ็ญ กล้วยทอด ซึ่งเธอร่วมกับสามี เปิดร้านขายกล้วยทอด ที่ริมถนนจรดวิถีถ่อง เยื้องทางเข้าวัดท่าเกษมในพื้นที่อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ภายในร้านจะมีผลไม้นานาชนิดที่หั่นมาชุบกับแป้งที่ผสมกับกรอย งาและน้ำ เพื่อทำเป็นกล้วยทอดและผลไม้ทอด

พี่เพ็ญ เล่าให้ฟังว่า ได้ยึดอาชีพขายกล้วยทอดและผลไม้ทอดมานานกว่า 7 ปีแล้ว และผลไม้ส่วนใหญ่ที่นำมาทอดก็จะเป็นผลไม้ที่ออกตามฤดูกาลแต่ที่จะขาดไม่ได้ต้องมีทุกวันก็คือกล้วย เผือก มัน ฝักทอง สับปะรด ส่วนผลไม้อย่างอื่นเช่นสาเก มะม่วง ขนุน และกล้วยตากจะมีตามฤดูกาล จะขายเพียงถุงละ 20 บาท มีประมาณ 13-14 ชิ้น ซึ่งลูกค้าที่มาซื้อส่วนใหญ่ก็จะสั่งรวมทุกอย่างวันหนึ่งขายได้ประมาณ 200 ถุง หรือวันละประมาณ 4,000 บาท หรือ 120,000 บาทต่อเดือน

8.พ่อค้าหัวใส! ทำข้าวหลามในลูกมะพร้าวน้ำหอม รายได้มากกว่า 1 แสนต่อเดือน

ตันติกร สุขคุ้ม อายุ 22 ปี ชาวตำบลทุ่งกง อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นำลูกมะพร้าวน้ำหอม มาเจาะส่วนหัว เก็บน้ำมะพร้าว ขูดเนื้อภายในแล้วใส่ข้าวเหนียวที่หมักสำหรับทำข้าวหลามลงไปในลูกมะพร้าว นำใส่เตาอบจนกลายเป็นข้าวหลามในมะพร้าวอ่อน ขายราคาลูกละ 60 บาท สามารถสร้างยอดขายได้วันละกว่า 4,000 บาท หรือ เดือนละกว่า 1 แสนบาท

โดย ตันติกร เล่าว่า ก่อนหน้านี้ทำงานเป็นพนักงานในคลังน้ำมันและได้ลาออกมา เพราะอยากทำธุรกิจประกอบกับที่บ้านมีอาชีพทำข้าวหลามขายมานานหลายปีแล้ว แต่เดิมนั้นก็ทำข้าวหลามในกระบอกไม้ไผ่ปกติทั่วไป แต่มาในช่วงหลังลำไม้ไผ่เริ่มหายากมากขึ้น จึงมีแนวคิดที่จะหาสิ่งอื่นมาทดแทน จึงนำเอามะพร้าวน้ำหอมมาทดลองจนทำให้ประสบความสำเร็จ

9.แม่บ้านโคราชเพาะถั่วงอกในโอ่งขาย สร้างรายได้เดือนละครึ่งแสน

นางศรีนวล แก้ววัน อายุ 46 ปี ชาวบ้านพระ ตำบลมะเริง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ผู้ทำอาชีพเพาะถั่วงอกแบบโบราณ เปิดเผยว่า ในอดีตนั้นครอบครัวของตนเคยมีอาชีพทำไร่ ทำนามาก่อน แต่ช่วงหลังๆ มานี้ประสบกับปัญหาภัยธรรมชาติหลายอย่าง ทั้งเรื่องภัยแล้ง น้ำท่วม และราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ครอบครัวจึงตัดสินใจขายที่นาและลงทุนทำอาชีพเพาะถั่วงอกขาย โดยใช้บริเวณใต้ถุนบ้านของตนเอง

ต่อมาได้มีคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านแนะนำว่าควรเพาะถั่วงอกในโอ่งดีกว่า ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ แต่ยังไม่มีใครทำเป็นอาชีพจริงจัง จึงได้เริ่มศึกษาวิธีการเพาะถั่วงอกในโอ่งขึ้นอย่างจริงจัง เมื่อปี 2522 ตั้งแต่นั้นมา ก็เริ่มได้ผลผลิตดี สามารถนำไปขายส่งให้กับตลาดสดในตัวเมืองนครราชสีมาได้เป็นจำนวนมาก

โดยปัจจุบัน เพาะถั่วงอกในโอ่งทั้งหมด 40 ใบ สามารถเก็บถั่วงอกขายได้สัปดาห์ละประมาณ 800 กิโลกรัม โดยจะมีพ่อค้าคนกลางจากตลาดมารับซื้อถึงที่ ซึ่งขายส่งในราคากิโลกรัมละ 18 บาท เฉลี่ยมีรายได้สัปดาห์ละประมาณ 14,000 บาท หรือเดือนละ 57,600 บาท ส่วนพ่อค้าคนกลางจะไปขายต่อได้ในราคากิโลกรัมละ 20-25 บาท

ขอให้ทุกท่านมีความสุขและประสบความสำเร็จในอาชีพ ตลอดปี และตลอดไป
- พีพีทีวี

ร่วมแสดงความคิดเห็น